จำนวนผู้เข้าชม

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

การสื่อสารผ่านดาวเทียม

๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)


  ช่วงความถี่ซีแบนด์ (C-band)
ช่วงความถี่หนึ่งที่ใช้สำหรับการสื่อสารดาวเทียมโดยมีช่วงความถี่อยู่ที่ ๔ ถึง ๖ กิกะเฮิรตซ์(GHz) โดยส่วนใหญ่จะใช้ในงานด้านการสื่อสาร
 

  ช่วงความถี่เคยูแบนด์ (Ku-band)
          ช่วงความถี่หนึ่งที่ใช้สำหรับดาวเทียมมีช่วงความถี่ประมาณ ๑๐.๗ ถึง ๑๘ กิกะเฮิรตซ์โดยความถี่นี้ถูกนำเข้ามาแก้ไข ปัญหาเมื่อช่วงความถี่ซีแบนด์
          (C-band) มีความถี่ตรงกับย่านไมโครเวฟแล้วเกิดสัญญาณรบกวนแก่สถานีภาคพื้นดิน

  สัญญาณด้านความถี่ขาขึ้น (Uplink)
          การเชื่อมต่อการสื่อสารเพื่อการส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินไปยังดาวเทียมหรือสถานีอวกาศ ซึ่งความถี่ที่ใช้งาน ตัวอย่าง ย่านซีแบนด์ทำการ
          ส่งสัญญาณอยู่ที่ ๖ กิกะเฮิรตซ์


  สัญญาณด้านความถี่ขาลง (Downlink)
          การเชื่อมต่อเพื่อส่งสัญญาณจากสถานีอวกาศหรือดาวเทียมไปยังสถานีภาคพื้นดินอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งความถี่ที่ใช้งาน ตัวอย่างย่านความถี่ซีแบนด์ จะ
          อยู่ที่ ๔ กิกะเฮิรตซ์


  การแบ่งใช้หรือการเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งเวลา/ทีดีเอ็มเอ (Time Division Multiple Access : TDMA)
           องค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศก่อตั้งเมื่องปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ.๒ ๕๒๕) สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเจนิวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรนี้มีหน้าที่ใน
           การจัดทำมาตรฐานต่างๆ ทางด้านโทรคมนาคม เช่น มาตรฐานโพรโทคอล ดูแลมาตรฐานเครือข่าย บริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (Integrated
           Services Digital Network: ISDN) เป็นต้น


  การแบ่งใช้หรือการเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งความถี่/เอฟดีเอ็มเอ (Frequency Division Multiple Access : FDMA)
          เทคนิคการเข้าใช้งานช่องสัญญาณดาวเทียม โดยสถานีภาคพื้นดินจะส่งสัญญาณคลื่นพาห์ (Carrier) ตามจำนวนการใช้งานซึ่งในแต่คลื่นพาห์จะมี
          แบนด์วิดธ์ที่เหมาะสมสำหรับการสื่อสารแต่ละชนิด โดยที่เครื่องรับ-ส่งสัญญาณ อัตโนมัติบนตัวดาวเทียม จะรับสัญญาณคลื่นพาห์ ที่ส่งมาทั้งหมด
          และทำการขยายและแปลงความถี่สัญญาณนั้นส่งกลับ มายังสถานีภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสถานีภาคพื้นดินจะรับสัญญาณคลื่นพาห์ที่มีความถี่ที่
          ถูกกำหนดให้ ใช้งานเฉพาะสถานีนั้นๆ

  การแบ่งใช้หรือการเข้าถึงหลายทางแบบเข้ารหัส/ซีดีเอ็มเอ (Code Division Multiple Access : CDMA)
          เทคนิคการเข้าใช้งานช่องสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูลด้วยวิธีการนำข้อมูลนั้นๆไปเข้ารหัส ซึ่งต้องเป็นรหัสเฉพาะของแต่ละข้อมูลในแต่ละชุด
          โดยทำให้ข้อมูลแต่ละชุดถูกแยกกันแต่แบ่งใช้ช่องสัญญาณด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
  ๒. บทคัดย่อ up

          ดาวเทียมเป็นสิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในระบบการสื่อสารที่พัฒนามาจากแนวความคิดของ เซอร์ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก ในปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. ๒๕๒๗) ผู้แต่งหนังสือ อะ สเปซ ออดิสซี ๒๐๐๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสื่อสารระยะทางไกลและครอบคลุมพื้นที่กว้าง เช่น ส่งสัญญาณจากากหนึ่งไปยังอีกากหนึ่งของโลก โดยอาจเป็นสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณภาพ เสียง และการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ เป็นต้น ระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่ก่อให้เกิดการสื่อสารนั้นประกอบไปด้วยสองส่วนหลักคือ สถานีภาคพื้นดิน และสถานีอวกาศ โดยที่สถานีภาคพื้นดินประกอบไปด้วยสถานีรับและสถานีส่ง ส่วนการรับและส่งสัญญาณระหว่างสถานีภาคพื้นดินและสถานีอวกาศนั้น ตัวอย่างการใช้งานในย่านความถี่ซีแบนด์คือ ที่ความถี่ขาขึ้น ๖ กิกะเฮิรตซ์ และความถี่ขาลง ๔ กิกะเฮิรตซ์ หรือย่านความถี่เคยูแบนด์ที่ความถี่ขาขึ้น ๑๔ กิกะเฮิรตซ์ และความถี่ขาลง ๑๒ กิกะเฮิรตซ์ เป็นต้น สำหรับรูปแบบของวงโคจรและประเภทของดาวเทียมนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของดาวเทียมแต่ละดวงที่มีระดับความสูงต่างกัน อาทิ ดาวเทียมสื่อสารโทรคมนาคม มีระดับความสูงประมาณ ๓๕,๗๘๖ กิโลเมตรจากพื้นโลก ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร มีระดับความสูงไม่เกิน ๒,๐๐๐ กิโลเมตรจากพื้นโลก ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยามีระดับความสูงไม่เกิน ๒,๐๐๐ กิโลเมตรจากพื้นโลก และดาวเทียมนำร่องมีระดับความสูงระหว่าง ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ถึง ๓๕,๗๘๖ กิโลเมตรจากพื้นโลก เป็นต้น
  Abstract   up

          From the origination idea of a synchronous communications satellite in 1984 of Arthur C. Clarke, a British writer and author of “2001: A Space Odyssey”, it was later developed to be the satellite communication system. Communications via satellite play a major role in broadcasting, computer and internet communications, and many others. Starting from launching of SPUTNIK I on October 4, 1957 through the first commercial satellite of INTELSAT on April 6, 1965, satellite communication has been developing significantly combining together with many kinds of technologies. Basically, satellite communications engineering covers such a lot of topics as radio wave propagation, antenna technologies, orbital mechanics, communication techniques (such as signal processing, modulation and coding), and related electronics. Importantly, aspects of satellite communication design are complicated where those parameters are, for instance, lightweight and minimum power consumption, considered large number of communication channels requirement, enormous path loss of long number of communication, powerful transceivers, or even the compliant with each government licensing and regulatory requirement (e.g. geosynchronous orbit).

  ๓. บทนำ (Introduction) up

        ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคมที่โคจรรอบวัตถุอีกชนิดหนึ่งคือโลก เช่นเดียวกันกับดวงจันทร์เป็นคล้ายกับดาวเทียมของโลก หรือโลกเปรียบเป็นดาวเทียมของดวงอาทิตย์ อุปกรณ์การสื่อสาร (ไทยคม ไทพัฒ ธีออส) เป็นดาวเทียมของโลก เป็นต้น ซึ่งดาวเทียมนี้พัฒนามาจากแนวคิดของ เซอร์ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก (Arthur C. Clarke) นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ (เกิดวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ และถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยโรคชรา) ที่มีแนวคิดต้องการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง โดยวางดาวเทียมสามดวงทำมุมกัน ๑๒๐ องศากับแนวแกนโลกและมีอัตราความเร็วที่โคจรเท่ากับโลก [๑] เพื่อให้ดาวเทียมอยู่ที่ตำแหน่งสังเกตเดิมตลอดเวลา โดยดาวเทียมซึ่งทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณในอวกาศ หรือหน่วยทวนสัญญาณ (Repeater) สำหรับการรับส่งสัญญาณ จากากหนึ่งไปยังากหนึ่ง ของพื้นโลก สัญญาณรับส่งอาจเป็นสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณภาพ หรือสัญญาณการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

        ๓.๑ ระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม
        ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นระบบที่ก่อให้เกิดการสื่อสารได้อย่างกว้างไกลไร้ขอบเขต แม้ในเขตพื้นที่ห่างไกล เช่น บริเวณหุบเขา มหาสมุทร   เป็นต้น ระบบการสื่อสารนี้ประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก คือ สถานีภาคพื้นดิน (Ground Segment) และสถานีอวกาศ (Space Segment) โดยที่สถานี  ภาคพื้นดินประกอบด้วยสองสถานีคือ สถานีรับและสถานีส่ง ซึ่งการทำงานของทั้งสองสถานีนี้มีลักษณะคล้ายกันคือ โดยสถานีภาคพื้นดินมีอุปกรณ์หลักอยู่สี่ชนิดดังรายละเอียด

       ก.๑) อุปกรณ์จานสายอากาศ (Antenna Subsystem) มีหน้าที่ส่งสัญญาณและรับสัญญาณจากดาวเทียม
       ก.๒) อุปกรณ์สัญญาณวิทยุ (Radio Frequency Subsystem) มีหน้าที่รับส่งสัญญาณวิทยุที่ใช้งาน
       ก.๓) อุปกรณ์แปลงสัญญาณวิทยุ (RF/IF Subsystem) ประกอบด้วยสถานีส่งสัญญาณและสถานีรับสัญญาณ โดยด้านสถานีส่งถูกเรียกว่า ภาคแปลงสัญญาณขาขึ้น (Up Converter Part) ซึ่งทำหน้าที่แปลงย่านความถี่ที่ได้รับมาให้เป็นความถี่ที่ใช้กับงานระบบดาวเทียม จากนั้นส่งสัญญาณที่แปลงความถี่ให้ภาคขยายสัญญาณ เพื่อขยายให้เป็นสัญญาณความถี่สูง หลังจากนั้นนำส่งไปยังดาวเทียม และเช่นเดียวกันสำหรับด้านสถานีรับนั้นเรียกว่า    ภาคแปลงสัญญาณขาลง (Down Converter Part) ทำหน้าที่คือแปลงสัญญาณที่ได้รับจากดาวเทียมไปเป็นความถี่ที่ใช้งาน จากนั้นส่งต่อให้ภาคแยกสัญญาณ (Demodulator) ต่อไป
        ก.๔) อุปกรณ์ผสมสัญญาณและแยกสัญญาณ (Modulator/Demodulator) มีหน้าที่แปลงข้อมูลที่ต้องการส่งผ่านดาวเทียมให้เป็นสัญญาณคลื่นวิทยุที่มีข้อมูลผสมอยู่ให้นำไปใช้งานได้

        สำหรับสถานีอวกาศ (Space Segment) นั้น ประกอบด้วยอุปกรณ์ดังนี้

        ข.๑) อุปกรณ์ขับเคลื่อนดาวเทียม (Propulsion Subsystem) ทำหน้าที่ทำให้ดาวเทียมหมุนและรักษาตำแหน่งไว้ด้วยก๊าซหรือพลังงานความร้อนจากไฟฟ้า
        ข.๒) อุปกรณ์ควบคุมดาวเทียม (Spacecraft control Subsystem) มีหน้าที่รักษาสมดุลของดาวเทียมเพื่อไม่ให้ดาวเทียมหลุดวงโคจรออกไปในอวกาศได้
        ข.๓) อุปกรณ์สื่อสาร (Electronic Communication Subsystem) มีหน้าที่รับสัญญาณจากสถานีส่งแล้วส่งต่อไปยังสถานีรับโดยมีช่องสัญญาณรับความถี่ขาขึ้น (Transponder) จากนั้นแปลงสัญญาณเป็นสัญญาณความถี่ขาลง (Downlink Frequency) แล้วจึงส่งมายังสถานีรับภาคพื้นดินต่อไป
        ข.๔) อุปกรณ์พลังงานไฟฟ้า (Electrical Power Subsystem) มีหน้าที่แปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์สื่อสารและภาคควบคุมต่างๆ บนดาวเทียมนอกจากนี้ยังเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ในตัวเก็บประจุหรือแบตเตอรี่ (Battery) เพื่อสำรองไว้ใช้งาน
        ข.๕) อุปกรณ์สายอากาศ (Antenna Subsystem) ทำหน้าที่รับสัญญาณจากภาคพื้นดิน
        ข.๖) อุปกรณ์ติดตามและควบคุม (Telemetry Tracking and Command Subsystem: TT&C) มีหน้าที่ติดตามการ ทำงานของดาวเทียมและควบคุมรักษาตำแหน่งของดาวเทียมให้ถูกต้องเสมอโดยอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม

        สำหรับตัวอย่างระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบค้างฟ้า (Geostationary Satellite)นั้น ส่วนประกอบของดาวเทียมต่างๆ จะประกอบกันทำหน้าที่หลักๆ คือ ทำหน้าที่รับสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินและทำการตัดสัญญาณรบกวนที่ปนมากับสัญญาณข้อมูลที่ส่งมา จากนั้นขยายสัญญาณให้มีกำลังสูงขึ้น และทำการแปลงสัญญาณให้มีความถี่ต่ำลง เพื่อป้องกันการรบกวนระหว่างความถี่ขาขึ้น และความถี่ขาลง โดยมีจานดาวเทียมทำหน้าที่รับ และส่งสัญญาณกลับไปยังสถานีภาคพื้นดิน โดยทั่วไปความถี่ขาขึ้น และความถี่ขาลงนั้น ดาวเทียมใช้งานในย่านความถี่ ๖ กิกะเฮิรตซ์ (GHz) (C-band) และ ๔ กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งในย่านความถี่ดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับย่านความถี่อื่นๆ เกิดสัญญาณรบกวนน้อยที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกจะมีผลกระทบต่อการรับส่งสัญญาณที่น้อย [๒]

                                                                        
  รูปที่ ๓.๑ ภาพแสดงพื้นฐานตัวอย่างการสื่อสารผ่านดาวเทียม
ย่านความถี่ซีแบนด์ (C-band)

 
        ในระยะเริ่มต้นระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้งานในย่านความถี่ซีแบนด์ ๖/๔ กิกะเฮิรตซ์ (ความถี่ขาขึ้นและความถี่ขาลง ๕.๗๒๕ ถึง ๗.๐๗๕ GHz และ ๓.๔ ถึง ๔.๘ GHz ตามลำดับ)[๒] ในการรับส่งสัญญาณ ต่อมาเนื่องด้วยมีย่านความถี่ที่ตรงกับย่านความถี่ไมโครเวฟของสถานีภาคพื้นดิน     ซึ่งทำให้เกิดสัญญาณรบกวนแก่สถานีภาคพื้นดินได้ง่าย ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจึงได้นำย่านความถี่เคยูแบนด์ (Ku-band) ๑๔/๑๒ กิกะเฮิรตซ์ (ความถี่ขาขึ้นและความถี่ขาลง ๑๒.๗๕ ถึง ๑๔.๘ GHz และ ๑๐.๗ ถึง ๑๒.๓ GHz ตามลำดับ)นำมาใช้งานเพิ่มเติม [๒]

        ๓.๒ อุปกรณ์พื้นฐาน
        อุปกรณ์พื้นฐานของดาวเทียมประกอบด้วยอุปกรณ์ ที่เรียกว่า เพลย์โหลด (Payload) และบัส (Bus)

        ก) เพลย์โหลด อุปกรณ์ทั้งหมดที่ดาวเทียมต้องการ อาจประกอบไปด้วย สายอากาศ กล้อง เรดาร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ดาวเทียมแต่ละดวงมีเพลย์โหลดที่ต่างกัน ยกตัวอย่าง เพลย์โหลดสำหรับดาวเทียมสำรวจสภาวะอากาศ ต้องมีกล้องไว้ถ่ายภาพการก่อตัวของเมฆ เพลย์โหลด สำหรับดาวเทียมสื่อสารต้องมีเสาอากาศขนาดใหญ่ เพื่อส่งสัญญาณโทรทัศน์หรือส่งสัญญาณโทรศัพท์กลับสู่พื้นโลก
        ข) บัส ส่วนหนึ่งของดาวเทียมที่บรรจุเพลย์โหลดและอุปกรณ์ทั้งหมดขึ้นไปอวกาศ บัสเป็นตัวยึดเหนี่ยวส่วนประกอบทั้งหมดของดาวเทียมเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนั้นบัสยังทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และตัวขับเคลื่อนยานอวกาศด้วย รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่ทำให้ดาวเทียมติดต่อกับพื้นโลกได้ [๓]

         ๓.๓ องค์ประกอบหลักของช่องสัญญาณดาวเทียมสื่อสาร
        องค์ประกอบหลักของช่องสัญญาณดาวเทียมนั้น ประกอบด้วย เครื่องรับสัญญาณด้านความถี่ขาขึ้น (Uplink Receiver) เครื่องกรองความถี่กลาง (Band-pass filter) เครื่องขยายสัญญาณภาครับ (Low-noise amplifier: LNA) ภาคแปลงความถี่ขาลง (Frequency down-converter) เครื่องส่งกำลังชนิดทีดับบิลทีเอ (Travelling-wave tube amplifier: TWTA) และเครื่องส่งสัญญาณด้านความถี่ขาลง(Downlink Transmitter) ซึ่งจะมีกระบวนการทำงานดังรูปที่ ๓.๒

                                                            
  รูปที่ ๓.๒ ภาพองค์ประกอบหลักของช่องสัญญาณดาวเทียมสื่อสาร
 
        จากรูปที่ ๓.๒ เมื่ออุปกรณ์รับสัญญาณความถี่ขาขึ้นทำการส่งสัญญาณข้อมูลต่อไปยังเครื่องกรองความถี่กลาง เพื่อทำการกรองสัญญาณความถี่ในช่วงที่ต้องการส่งข้อมูล หลังจากนั้นอุปกรณ์ขยายสัญญาณภาครับ ซึ่งเป็นเครื่องขยายสัญญาณที่ให้ผลของสัญญาณรบกวนในระดับที่ต่ำ โดยทำหน้าที่ขยายสัญญาณวิทยุ (Radio Frequency: R  F) ที่ได้รับจากดาวเทียม สัญญาณที่ได้รับนั้นมีค่ากำลังงานที่ต่ำมาก (Low Signal Strength) จึงจำเป็นต้องทำให้สัญญาณมีกำลังสูงขึ้น และส่งต่อมายังอุปกรณ์แปลงความถี่ขาลง ทำหน้าที่รับสัญญาณวิทยุ (Radio Frequency: RF) ที่ถูกขยายสัญญาณแล้วจากเครื่องขยายสัญญาณและทำการแปลงสัญญาณให้เป็นสัญญาณความถี่ปานกลาง จากนั้นจึงแปลงเป็นสัญญาณข้อมูลตามเดิม เมื่อได้สัญญาณข้อมูลที่ต้องการแล้วอุปกรณ์เครื่องส่งกำลังสูงชนิด TWTAซึ่งเป็นเครื่องขยายสัญญาณชนิดความถี่กว้าง(Wide band)ครอบคลุมทุกๆ ย่านความถี่ที่ใช้งานกับดาวเทียม เพื่อทำการขยายสัญญาณให้มีกำลังสูงพอที่จะทำการส่งกลับลงมาสู่สถานีภาคพื้นดินและนำสัญญาณข้อมูลไปใช้งานได้ตามที่ต้องการ [๔]

        ๓.๔ รูปแบบวงโคจรของดาวเทียม
        รูปแบบการโคจรของระบบดาวเทียมนั้นอาศัยแกนการหมุนของโลกเป็นหลัก โดยโคจรตามแนวหมุนของโลก ซึ่งการโคจรจำแนกตามลักษณะและตำแหน่งของวงโคจรของดาวเทียมในอวกาศดังนี้ [๕]

        ก) วงโคจรของดาวเทียม

        ก.๑) วงโคจรระนาบศูนย์สูตร (Equatorial Orbit)

        วงโคจรที่มีระนาบการโคจรของดาวเทียมอยู่ในแนวเดียวกันกับเส้นศูนย์สูตรหรือเอียงทำมุมไม่เกิน ๕ องศา ซึ่งดาวเทียมที่มีวงโคจรเหนือระนาบเส้นศูนย์สูตรนั้น ได้แก่ ดาวเทียมค้างฟ้า ซึ่งดาวเทียมต้องรักษาระดับวงโคจรอย่างสม่ำเสมอ (ระยะห่างระหว่างโลกกับดาวเทียม) และไปในทิศทางเดียวกับเส้นศูนย์สูตรของโลกตลอดการโคจร โดยทั่วดาวเทียมที่ใช้ระบบวงโคจรแบบระนาบศูนย์สูตรใช้ สำหรับการตรวจสภาพอากาศ

                                                           
  รูปที่ ๓.๓ ภาพแสดงวงโคจรระนาบศูนย์สูตร
 
        ก.๒) วงโคจรผ่านขั้วโลก (Polar Orbit)

       วงโคจรระบบผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่มีรูปลักษณะเป็นวงกลมหรือวงโคจรทำมุม ๙๐ องศากับแนวเส้นศูนย์สูตร วงโคจรของดาวเทียมโคจรผ่าน(หรือบริเวณใกล้เคียง) ทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยทั่วไปใช้สำหรับการทำแผนที่โลก การสำรวจทรัพยากรและการตรวจดูสภาพอากาศ

                                        
  รูปที่ ๓.๔ ภาพแสดงวงโคจรผ่านขั้วโลก
 
        ก.๓) วงโคจรระนาบเอียง (Inclined Orbit)

        วงโคจรที่ดาวเทียมโคจรในระนาบที่ทำมุมกับระนาบของเส้นศูนย์สูตรมากกว่าศูนย์ไปจนถึง ๑๘๐ องศาซึ่งวงโคจรในระนาบเอียงโดยทั่วไปใช้สำหรับดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของโลกที่สามารถถ่ายภาพได้ทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะดาวเทียมที่ใช้งานในระบบบอกตำแหน่งบนพื้นโลกหรือจีพีเอส (Global Positioning System: GPS) [๓]

                                          
  รูปที่ ๓.๕ ภาพแสดงวงโคจรระนาบเอียง
 
       ข) ประเภทของดาวเทียม

        ข.๑) วงโคจรระดับต่ำ
(LEO: Low Earth Orbit)

        วงโคจรของดาวเทียมอยู่เหนือพื้นโลกไม่เกิน ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ดาวเทียมระบบวงโคจรระดับต่ำใช้ความเร็วประมาณ ๒๗,๔๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ได้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๘,๐๐๐ กิโลเมตร และใช้เวลาโคจรรอบโลก ๙๐ นาที โดยทั่วไปใช้งานสำหรับดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น และดาวเทียมจารกรรม

                                                                         
  รูปที่ ๓.๖ ภาพแสดงวงโคจรระดับต่ำ
 
        ข.๒) วงโคจรระดับกลาง (Medium Earth Orbit : MEO )
        วงโคจรของดาวเทียม อยู่เหนือพื้นโลกระหว่าง ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ถึง ๓๕,๗๘๖ กิโลเมตร ใช้เวลาโคจรรอบโลกประมาณ ๖ ชั่วโมง โดยทั่วไป
ดาวเทียมที่ใช้ระบบวงโคจรระดับกลางถูกใช้ในเทคโนโลยีการหาเส้นทางระบุตำแหน่งบนพื้นโลก

                                                                         
  รูปที่ . ภาพแสดงวงโคจรระดับกลาง
 
        ข.๓) วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Earth Orbit : GEO)

        วงโคจรของดาวเทียมอยู่ห่างจากพื้นโลกมากกว่า ๓๕,๗๘๖ กิโลเมตรขึ้นไป และอัตราเร็วในการหมุนรอบโลกเท่ากับอัตราการหมุนรอบตัวเองของโลก ดังนั้นดาวเทียมโคจรตามโลกในบริเวณนั้นเสมอๆ โดยไม่เปลี่ยนตำแหน่ง วงโคจรค้างฟ้ามีประโยชน์สำหรับการรับส่งสัญญาณที่ใช้สายอากาศเพราะไม่จำเป็นต้องปรับสายอากาศตามวงโคจรของดาวเทียมเหมือนแบบอื่น ๆ โดยทั่วไปดาวเทียม ที่ใช้ระบบวงโคจรค้างฟ้าถูกใช้งานในด้านการสื่อสาร อาทิ การให้บริการสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณโทรศัพท์ต่างประเทศ และการใช้งานในด้านอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เป็นต้น [๓]

                                                            
  รูปที่ ๓.๘ ภาพแสดงวงโคจรค้างฟ้า
 

  ๔. หลักการใช้งานช่องสัญญาณดาวเทียม
   up


        โดยพื้นฐานของช่องสัญญาณดาวเทียมนั้น ในสถานีภาคพื้นดินสามารถใช้งานดาวเทียมจากพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางในเวลาเดียวหรือใกล้เคียงกัน ซึ่งการใช้งานดาวเทียมบนพื้นโลกที่อาจจะมีการใช้ทรัพยากรความถี่เดียวกันที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีการใช้หลักการการใช้ความถี่ซ้ำในเวลาเดียวกันหรือการแบ่งใช้ช่องสัญญาณร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริการสามารถใช้ช่องสัญญาณดาวเทียม ในเวลาเดียวกันได้โดยไม่เกิดการรบกวน จึงมีเทคนิคการใช้งานดังกล่าวขึ้นโดยเทคนิคนี้สำหรับการสื่อสารผ่านดาวเทียมมีสามประเภทหลัก คือ แบบแบ่งด้วยความถี่(Frequency Division Multiple Access: FDMA) แบบแบ่งเวลา (Time Division Multiple Access: TDMA) และแบบแบ่งด้วยรหัส (Code Division Multiple Access: CDMA)
 
  ๕. การประยุกต์ใช้งาน   up

        โดยรวมระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นระบบที่ก่อให้เกิดการสื่อสาร ได้อย่างกว้างไกล โดยสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายทุกๆ ระบบการสื่อสาร
โทรคมนาคมได้ทั่วโลก ซึ่งดาวเทียมสามารถช่วยพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ ตามประเภทของดาวเทียมดังตัวอย่างต่อไปนี้

        ก) ดาวเทียมสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication Satellite)
       ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมโดยทั่วไปสามารถนำดาวเทียมไปใช้งานเพื่อการรับส่งสัญญาณทางด้านโทรทัศน์ โทรศัพท์ วิทยุกระจายเสียง รวมถึงการสื่อสารข้อมูลด้วย เช่น ดาวเทียมอินเทลแซท (INTELSAT) โดยองค์การดาวเทียม เพื่อการโทรคมนาคม ระหว่างประเทศ (International telecommunication satellite consortium) ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๓๕,๘๐๐ กิโลเมตร และดาวเทียมไทยคมของประเทศไทย ซึ่งอยู่สูงจากพื้นผิวโลกประมาณ ๓๔,๗๘๖ กิโลเมตร โดยอยู่ที่ตำแหน่ง ๑๒๐ องศาตะวันออก เป็นต้น
        ข) ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร (Earth Observation Satellite) ทำหน้าที่สำรวจทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลก เช่น ดาวเทียมสปอต (Le Systeme Probatoire d'Observstion de la Terre: SPOT) ของประเทศฝรั่งเศสที่อยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๘๒๐ กิโลเมตร ดาวเทียมเรดาร์แซทวัน (RADARSAT-1) ของประเทศแคนาดาที่อยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร และดาวเทียมธีออส (Thailand Earth Observation Satellite: THEOS) ของประเทศไทยที่มีตำแหน่งสูงจากพื้นโลกประมาณ ๘๒๒ กิโลเมตร เป็นต้น
        ค) ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (Meteorological Satellite)ทำหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิเมฆ อุณหภูมิผิวหน้าทะเล อุณหภูมิผิวหน้าดินและตรวจความแปรปรวนของลมอากาศ เพื่อการพยากรณ์และใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ดาวเทียมจีเอสเอ็มทรี (GSM-3) ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๓๕,๘๐๐ กิโลเมตร และดาวเทียมเอ็นโอเอเอ (National Oceanic Atmospheric Administation: NOAA) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๘๕๐ กิโลเมตร เป็นต้น
        ง) ดาวเทียมนำร่อง (Navigational Satellite)  โดยทั่วไประบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมนำทางนั้นนำมาใช้งานสำหรับการบอกตำแหน่งแหรือทิศทางในการนำร่องของเส้นทางเรือและการบิน อาทิดาวเทียมโกลนาส (Global orbiting navigation satellite system: GLONASS) ของประเทศรัสเซีย เป็นต้น
        จ) ดาวเทียมทางการทหาร (Military Satellite) ดาวเทียมทางการทหารสามารถแบ่งออกเป็นประเภทดาวเทียมจารกรรม ดาวเทียมเตือนภัยล่วงหน้า ดาวเทียมต่อต้านจรวดและดาวเทียมจู่โจมหรือระดมยิง ซึ่งโดยทั่วไปนำมาใช้เพื่อการสื่อสารในระบบทางหารและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง [๖]

  ๖. จดหมายเหตุ
   up


             ตารางที่ ๖.๑ เหตุการณ์สำคัญพื้นฐานของดาวเทียม
ปี พ..
(..)
 

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

๒๔๘๘

(1945)
เซอร์ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก (Arthur C. Clarke) ให้กำเนิดแนวความคิดการเชื่อมโยงระบบการสื่อสารด้วยดาวเทียมที่ลอยอยู่เหนือพื้นโลกขึ้นไปประมาณ ๔๒,๒๔๒ กิโลเมตร จำนวนสามดวง โดยทำมุมกัน ๑๒๐ องศากับแนวแกนโลก
 

๒๕๐๘

(1965)
ดาวเทียมโทรคมนาคมเพื่อการพาณิชย์ดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรในวันที่ ๖ เมษายน โดยบริษัทคอมแซท (Communications Satellite Corporation: Comsat) ภายใต้ชื่อ อินเทลแซท (Intelsat) หรือ เออลีเบิร์ด (Early Bird)
 
๒๕๐๙
(1966)
บริษัทอินเทลแซล (International Telecommunication Satellite Organization: INTELSAT)
ปล่อยดาวเทียมอินเทลแซททูเอ
(Intesat II-A) ขึ้นสู่วงโคจรเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม
 
๒๕๓๖
(1993)
บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ประสบผลสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยขึ้นสู่วงโคจร
เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ภายใต้ชื่อ ไทยคม
(Thai Telecommunication: Thaicom)
 
๒๕๔๘
(2005)
ดาวเทียมไทยคม ๔ หรือ ไอพีสตาร์ ขึ้นสู่วงโคจร พร้อมด้วยคุณสมบัติการให้บริการทางอินเทอร์เน็ต
โดยบริษัทไทยคม จำกัด
(มหาชน) เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม
 
  ๗. บรรณานุกรม   up

[๑] Arthur C. Clarke, A Space Odyssey. New York: New American Library, 1999.

[๒] Tri T Ha, Digital Satellite Communications. Singapore: McGraw-Hill, pp 6-7, 1990.

[๓] USA, “The Aerospace Corporation”, Satellite, May 22, 2007. <http://www.aero.org>

[๔] Timothy Pratt and Charles W. Bostian, Satellite Communications. John Wiley & Sons, 1994.

[๕] ประเทศไทย, “สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ”, วงโคจรดาวเทียม, ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ <http://www.space.mict.go.th>
[๖] ประเทศไทย, “สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ”, ดาวเทียม, ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐ <http://www.gistda.or.th>

ตัวกลางการสื่อสาร

สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล
 
            ตัวกลางหรือสายเชื่อมโยง เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และอุปกรณ์นี้ยอมให้ข่าวสารข้อมูลเดินทางผ่าน จากผู้ส่งไปสู่ผู้รับ สื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลมีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทมความแตกต่างกันในด้านของปริมาณข้อมูล ที่สื่อกลางนั้น ๆ สามารถนำผ่านไปได้ในเวลาขณะใดขณะหนึ่ง การวัดปริมาณหรือความจุในการนำข้อมูลหรือ ที่เรียกกันว่าแบบด์วิดท์ (bandwidth) มีหน่วยเป็นจำนวน
บิตข้อมูลต่อวินาที (bit per second : bps) ลักษณะของตัวกลางต่างๆ มีดังต่อไปนี้
สื่อกลางประเภทมีสาย

    
           เช่น สายโทรศัพท์ เคเบิลใยแก้วนำแสง เป็นต้น สื่อที่จัดอยู่ในการสื่อสารแบบมีสายที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)              มีราคาถูกและนิยมใช้กันมากที่สุด ส่วนใหญ่มักใช้กับระบบโทรศัพท์ แต่สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน

สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
               มีลักษณะเป็นสองเส้น มีแนวแล้วบิดเป็นเกลี่ยวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาและ การรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์จัดเป็นสายคู่บิดเกลี่ยวแบบหุ้มฉนวน

สายโคแอคเชียล (Coaxial)
             สายแบบนี้จะประกอบด้วยตัวนำที่ใช้ในการส่งข้อมูลเส้นหนึ่งอยู่ตรงกลางอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน ระหว่างตัวนำสองเส้นนี้จะมีฉนวนพลาสติก กั้นสายโคแอคเชียลแบบหนาจะส่งข้อมูลได้ไกลหว่าแบบบางแต่มีราคาแพงและติดตั้งได้ยากกว่า
            สายเคเบิลแบบโคแอกเชียลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า  "สายโคแอก"  จะเป็นสายสื่อสารที่มีคุณภาพที่กว่าและราคาแพงกว่า สายเกลียวคู่  ส่วนของสายส่งข้อมูลจะอยู่ตรงกลางเป็นลวดทองแดงมีชั้นของตัวเหนี่ยวนำหุ้มอยู่  2  ชั้น  ชั้นในเป็นฟั่นเกลียวหรือชั้นแข็ง  ชั้นนอกเป็นฟั่นเกลียว และคั่นระหว่างชั้นด้วยฉนวนหนา  เปลือกชั้นนอกสุดเป็นฉนวน  สายโคแอกสามารถม้วนโค้งงอได้ง่าย  มี  2  แบบ คือ  75  โอมห์ และ  50 โอมห์  ขนาดของสายมีตั้งแต่  0.4 - 1.0  นิ้ว   ชั้นตัวเหนี่ยวนำทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียพลังงานจากแผ่รังสี  เปลือกฉนวนหนาทำให้สายโคแอก
มีความคงทนสามารถฝังเดินสายใต้พื้นดินได้  นอกจากนั้นสาย
  โคแอกยังช่วยป้องกัน  "การสะท้อนกลับ" (Echo)  ของเสียงได้อีกด้วยและลดการ รบกวนจากภายนอกได้ดีเช่นกัน
           สายโคแอกสามารถส่งสัญญาณได้ ทั้งในช่องทางแบบเบสแบนด์และแบบบรอดแบนด์ การส่งสัญญาณในเบสแบนด์สามารถทำได้เพียง  1 ช่องทางและเป็นแบบครึ่งดูเพล็กซ์  แต่ในส่วนของการส่งสัญญาณ ในบรอดแบนด์จะเป็นเช่นเดียวกับสายเคเบิลทีวี  คือสามารถส่งได้พร้อมกันหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลแบบดิจิตอลและแบบอนาล็อก  สายโคแอกของเบสแบนด์สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง  2  กม.  ในขณะที่บรอดแบนด์ส่งได้ไกลกว่าถึง  6 เท่า  โดยไม่ต้องเครื่องทบทวน  หรือเครื่องขยายสัญญาณเลย  ถ้าอาศัยหลักการมัลติเพล็กซ์สัญญาณแบบ  FDM  สายโคแอกสามารถมีช่องทาง (เสียง)  ได้ถึง  10,000  ช่องทางในเวลาเดียวกัน อัตราเร็วในการส่งข้อมูลมีได้สูงถึง  50  เมกะบิตต่อวินาที  หรือ 800 เมกะบิตต่อวินาที  ถ้าใช้เครื่องทบทวนสัญญาณทุก ๆ 1.6  กม. ตัวอย่างการใช้สายโคแอกในการส่งสัญญาณข้อมูลที่ใช้กันมากในปัจจุบัน คือสายเคเบิลทีวี  และสายโทรศัพท์ทางไกล (อนาล็อก)  สายส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายท้องถิ่น  หรือ  LAN (ดิจิตอล)  หรือใช้ในการเชื่อมโยงสั้น ๆ ระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  

ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
              ทำจากแก้วหรือพลาสติกมีลักษณะเป็นเส้นบางๆ คล้าย เส้นใยแก้วจะทำตัวเป็นสื่อในการส่งแสงเลเซอร์ที่มีความเร็วในการส่งสัญญาณเท่ากับ ความเร็วของแสง

              หลักการทั่วไปของการสื่อสารในสายไฟเบอร์ออปติกคือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล)  ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสงก่อน  จากนั้นจึงส่งออกไปเป็นพัลส์ ของแสง ผ่านสายไฟเบอร์ออปติกสายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือพลาสติกสามารถส่งลำแสง ผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกัน  ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง

                จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอนาล็อกหรือดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อน  จากนั้นจะส่งสัญญาณมอดูเลต ผ่านตัวไดโอดซึ่งมี  2  ชนิดคือ  LED  ไดโอด  (light Emitting Diode)  และเลเซอร์ไดโอด หรือ  ILD ไดโอด  (Injection Leser Diode)  ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสงในย่านที่มองเห็นได้  หรือเป็นลำแสงในย่านอินฟราเรดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้  ความถี่ย่านอินฟราเรดที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1014-1015 เฮิรตซ์  ลำแสงจะถูกส่งออกไปตามสายไฟเบอร์ออปติก  เมื่อถึงปลายทางก็จะมีตัวโฟโต้ไดโอด (Photo Diode)  ที่ทำหน้าที่รับลำแสงที่ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็นสัญญาณมอดูเลตตามเดิม  จากนั้นก็จะส่งสัญญาณผ่านเข้าอุปกรณ์ดีมอดูเลต  เพื่อทำการดีมอดูเลตสัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สัญญาณข้อมูลที่ต้องการ                สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีแบนด์วิดท์  (BW)  ได้กว้างถึง  3 จิกะเฮิรตซ์ (1 จิกะ = 109) และมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง  1 จิกะบิต ต่อวินาที  ภายในระยะทาง  100 กม.  โดยไม่ต้องการเครื่องทบทวนสัญญาณเลย  สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีช่องทางสื่อสารได้มากถึง  20,000-60,000  ช่องทาง  สำหรับการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ ไม่เกิน  10 กม.  จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000  ช่องทางทีเดียว

ข้อดีของใยแก้วนำแสดงคือ

1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา
 
สื่อกลางประเภทไม่มีสาย

ระบบไมโครเวฟ  (Microwave System)
               การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี)  ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่ง  แต่ละหาจะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณประมาณ 30-50  กม.  ระยะห่างของแต่ละหอคำนวณง่าย ๆ ได้จาก สูตร                   d  = 7.14 (1.33h)1/2 กม.          เมื่อ     d = ระยะห่างระหว่างหอ  h = ความสูงของหอ  

         การส่งสัญญาณข้อมูลไมโครเวฟมักใช้กันในกรณีที่การติดตั้งสายเคเบิลทำได้ไม่สะดวก เช่น ในเขตเมืองใหญ่ ๆ หรือในเขตที่ป่าเขา  แต่ละสถานีไมโครเวฟจะติดตั้งจานส่ง-รับสัญญาณข้อมูล  ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  10 ฟุต  สัญญาณไมโครเวฟเป็นคลื่นย่านความถี่สูง 
(2-10 จิกะเฮิรตซ์)  เพื่อป้องกันการแทรกหรือรบกวนจากสัญญาณอื่น ๆ  แต่สัญญาณอาจจะอ่อนลง  หรือหักเหได้ในที่มีอากาศร้อนจัด  พายุหรือฝน  ดังนั้นการติดตั้งจาน ส่ง-รับสัญญาณจึงต้องให้หันหน้าของจานตรงกัน  และหอยิ่งสูงยิ่งส่งสัญญาณได้ไกล
          ปัจจุบันมีการใช้การส่งสัญญาณข้อมูลทางไมโครเวฟกันอย่างแพร่หลาย  สำหรับการสื่อสารข้อมูลในระยะทางไกล ๆ หรือระหว่างอาคาร  โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะใช้สายไฟเบอร์ออปติก  หรือการสื่อสารดาวเทียม  อีกทั้งไมโครเวฟยังมีราคาถูกกว่า  และติดตั้งได้ง่ายกว่า  และสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมาก ๆ ด้วย  อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้สื่อกลางไมโครเวฟเป็นที่นิยม  คือราคาที่ถูกกว่า

การสื่อสารด้วยดาวเทียม  (Satellite Transmission)
             ที่จริงดาวเทียมก็คือสถานีไมโครเวฟลอยฟ้านั่นเอง  ซึ่งทำหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณข้อมูล  รับและส่งสัญญาณข้อมูลกับสถานีดาวเทียม ที่อยู่บนพื้นโลก  สถานีดาวเทียมภาคพื้นจะทำการส่งสัญญาณข้อมูล ไปยังดาวเทียมซึ่งจะหมุนไปตามการหมุนของโลกซึ่งมีตำแหน่งคงที่เมื่อเทียมกับ ตำแหน่งบนพื้นโลก  ดาวเทียมจะถูกส่งขึ้นไปให้ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ  23,300  กม.  เครื่องทบทวนสัญญาณของดาวเทียม (Transponder)  จะรับสัญญาณข้อมูลจากสถานีภาคพื้นซึ่งมีกำลังอ่อนลงมากแล้วมาขยาย   จากนั้นจะทำการทบทวนสัญญาณ และตรวจสอบตำแหน่งของสถานีปลายทาง  แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปด้วยความถี่ในอีกความถี่หนึ่งลงไปยังสถานีปลายทาง  การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า  "สัญญาณอัปลิงก์"
(Up-link) และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์ (Down-link)
              ลักษณะของการรับส่งสัญญาณข้อมูลอาจจะเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)  หรือแบบแพร่สัญญาณ (Broadcast)  สถานีดาวเทียม 
1 ดวง สามารถมีเครื่องทบทวนสัญญาณดาวเทียมได้ถึง  25 เครื่อง   และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง  1 ใน 3  ของพื้นผิวโลก  ดังนั้นถ้าจะส่งสัญญาณข้อมูลให้ได้รอบโลกสามารถทำได้โดยการส่งสัญญาณผ่านสถานีดาวเทียมเพียง  3  ดวงเท่านั้น

            ระหว่างสถานีดาวเทียม  2  ดวง  ที่ใช้ความถี่ของสัญญาณเท่ากันถ้าอยู่ใกล้กันเกินไปอาจจะทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณ ซึ่งกันและกันได้  เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวน  หรือชนกันของสัญญาณดาวเทียม จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานระยะห่างของสถานีดาวเทียม และย่านความถี่ของสัญญาณดังนี้
  1. ระยะห่างกัน  4 องศา  (วัดมุมเทียงกับจุดศูนย์กลางของโลก)  ให้ใช้ย่านความถี่ของสัญญาณ  4/6 จิกะเฮิรตซ์  หรือย่าน C แบนด์โดยมีแบนด์วิดท์ของสัญญาณอัป-ลิงก์เท่ากับ  5.925-6.425 จิกะเฮิรตซ์  และมีแบนด์วิดท์ของสัญญาณดาวน์-ลิงก์เท่ากับ  3.7-4.2 จิกะเฮิรตซ์
  2. ระยะห่างกัน  3 องศา  ให้ใช้ย่านความถี่ของสัญญาณ  12/14  จิกะเฮิรตซ์  หรือย่าน KU แบนด์  โดยมีแบนด์วิดท์ของสัญญาณอัป-ลิงก์เท่ากับ  14.0-14.5  จิกะเฮิรตซ์  และมีแบนด์วิดท์ของสัญญาณดาวน์-ลิงก์เท่ากับ  11.7-12.2 จิกะเฮิรตซ์ 
             นอกจากนี้สภาพอากาศ เช่น ฝนหรือพายุ  ก็สามารถทำให้สัญญาณผิดเพี้ยนไปได้เช่นกัน              สำหรับการส่งสัญญาณข้อมูลนั้นในแต่ละเครื่องทบทวนสัญญาณจะมีแบนด์วิดท์เท่ากับ  36  เมกะเฮิรตซ์  และมีอัตราเร็วการส่งข้อมูลสูงสุดเท่ากับ  50 เมกะบิตต่อวินาที              ข้อเสีย ของการส่งสัญญาณข้อมูลทางดาวเทียมคือ  สัญญาณข้อมูลสามารถถูกรบกวนจากสัญญาณภาคพื้นอื่น ๆ ได้  อีกทั้งยังมีเวลาประวิง
(Delay Time)  ในการส่งสัญญาณเนื่องจากระยะทางขึ้น-ลง ของสัญญาณ  และที่สำคัญคือ มีราคาสูงในการลงทุนทำให้ค่าบริการสูงตามขึ้นมาเช่นกัน
 
 

ชนิดของสัญญาณข้อมูล

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชนิดของสัญญาณ

ชนิดของสัญญาณและวิธีการส่งสัญญาณข้อมูล
ชนิดของสัญญาณ
1. สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)
เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยแต่ละคลื่นจะมีความถี่และความ
เข้มของสัญญาณที่ต่างกัน
2.สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal)
เป็นสัญญาณที่มีขนาดเปลี่ยนแปลงเป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดง
สถานะเป็น "0" และ "1"

สื่อกลางในการสื่อสาร
มีหลายชนิด ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทมีสาย ได้แก่ สายคู่ไขว้
(Wire pair หรือ Twisied pair หรือสายโทรศัพท์), สายตัวนำร่วมแกน(Coaxial Cables), เส้นใยนำแสง หรือไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber optics)
ประเภทไม่มีสาย ได้แก่ ไมโครเวฟ (Microwave) และดาวเทียม, การสื่อสารดาวเทียม
(Stellite Tranmission)
ประเภทมีสาย
สายเกลียวคู่ (Twisted pair Cable) สายเกลียวคู่ เป็นสายที่มีราคาถูกที่สุดประกอบด้วย
สาย
ทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นมีฉนวนหุ้มพันกันเป็นเกลียว สามารถลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้
แต่ไม่สามารถป้องกัน การสูญเสีย พลังงานจากการแผ่รังสีความร้อน ในขณะที่มีสัญญาณส่งผ่านสายสาย
เกลียวคู่1คู่จะแทนการสื่อสารได้ 1 ช่องทางสื่อสาร (Channel) ในการใช้งานจริง เช่นสายโทรศัพท์จะเป็น
สายรวมที่ประกอบด้วยสายเกลียวคู่อยู่ภายในเป็นร้อย ๆ คู่ สายเกลียวคู่ 1 คู่ จะมีขนาดประมาณ 0.016-
0.036 นิ้ว
1. สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีชิลด์ (Unshielded Twisted Pair; UTP)
2. สายคู่บิดเกลียวแบบมีชิลด์ (Shielded Twisted Pair; STP)

สายเกลียวคู่สามารถใช้ได้ทั้งการส่งสัญญาณข้อมูลแบบอนาล็อกและแบบดิจิตอล เนื่องจากสาย
เกลียวคู่จะมี
การสูญเสียสัญญาณ ขณะส่งสัญญาณ จึงจำเป็นต้องมี "เครื่องขยาย" (Amplifier) สัญญาณ สำหรับการ
ส่งสัญญาณ
ข้อมูลแบบอนาล็อก ในระยะทางไกล ๆ หรือทุก 5-6 กม. ส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอลต้องมี
"เครื่องทบทวน" (Repeater) สัญญาณทุก ๆ ระยะ 2-3 กม.เพราะว่าแต่ละคู่ของสายเกลียวคู่จะแทนการ
ทำงาน 1 ช่องทางและสามารถมีแบนด์วิดท์ได้กว้างถึง 250 กิโลเฮิรตซ์
ดังนั้นในการส่งข้อมูลไปพร้อมกันหลาย ๆ ช่องทางจำเป็นต้องอาศัยหลักการมัลติเพล็กซ์สัญญาณ
เพื่อให้สัญญาณทั้งหมดสามารถ ส่งผ่านสายสื่อสารไปได้พร้อม ๆ กัน ในการมัลติเพล็กซ์แบบ FDM จะ
สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้ถึง 24 ช่องทาง ๆ ละ 74 กิโลเฮิรตซ์ส่วนของอัตราเร็วสูงสุดในการส่งข้อมูล
ดิจิตอลผ่านสายเกลียวคู่สามารถมีได้ถึง 4 เมกะบิตต่อวินาที แต่ถ้าเป็นการส่ง ข้อมูลผ่านโมเด็ม จะส่งได้
ด้วยอัตราเร็วสูงสุด 9,600 บิตต่อวินาที

ข้อดีข้อเสียของสายคู่บิดเกลียว
ข้อดี
1. มีราคาถูก
2. ใช้งานง่ายมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่ายและมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
2. ระยะทางจำกัด


สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายเคเบิลแบบโคแอกเชียลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "สายโค
แอก" จะเป็นสายสื่อสารที่มีคุณภาพที่กว่าและราคาแพงกว่าสายเกลียวคู่ส่วนของสายส่งข้อมูลจะอยู่ตรง
กลางเป็นลวดทองแดงมีชั้นของตัวเหนี่ยวนำหุ้มอยู่ 2ชั้นชั้นในเป็นฟั่นเกลียวหรือชั้นแข็งชั้นนอกเป็นฟั่น
เกลียว และคั่นระหว่างชั้นด้วยฉนวนหนาเปลือกชั้นนอกสุดเป็นฉนวน สายโคแอกสามารถม้วนโค้ง งอได้
ง่าย มี 2 แบบคือ 75 โอมห์ และ 50 โอมห์ขนาดของสายมีตั้งแต่ 0.4 - 1.0 นิ้วชั้นตัวเหนี่ยวนำทำหน้าที่
ป้องกันการสูญเสียพลังงานจากแผ่รังสีเปลือกฉนวนหนาทำให้สายโคแอกมีความคงทนสามารถฝัง
เดินสายใต้พื้นดินได้ นอกจากนั้นสายโคแอกยังช่วยป้องกัน"การสะท้อนกลับ" (Echo) ของเสียงได้อีกด้วย
และลดการรบกวนจากภายนอกได้ดีเช่นกัน
สายโคแอกสามารถส่งสัญญาณได้ ทั้งในช่องทางแบบเบสแบนด์และแบบบรอดแบนด์ การส่ง
สัญญาณในเบสแบนด์สามารถทำได้เพียง 1 ช่องทางและเป็นแบบครึ่งดูเพล็กซ์ แต่ในส่วนของการส่ง
สัญญาณในบรอดแบนด์จะเป็นเช่นเดียวกับสายเคเบิลทีวีคือสามารถส่งได้พร้อมกันหลายช่องทางทั้ง
ข้อมูลแบบดิจิตอลและแบบอนาล็อกสายโคแอกของเบสแบนด์สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 2 กม.
ในขณะที่บรอดแบนด์ส่งได้ไกลกว่าถึง 6 เท่าโดยไม่ต้องเครื่องทบทวน หรือเครื่องขยายสัญญาณเลยถ้า
อาศัยหลักการมัลติเพล็กซ์สัญญาณแบบ FDM สายโคแอกสามารถมีช่องทาง (เสียง) ได้ถึง 10,000
ช่องทางในเวลาเดียวกันอัตราเร็วในการส่งข้อมูลมีได้สูงถึง 50 เมกะบิตต่อวินาทีหรือ 800 เมกะบิตต่อ
วินาที ถ้าใช้เครื่องทบทวนสัญญาณทุก ๆ 1.6 กม.ตัวอย่างการใช้สายโคแอกในการส่งสัญญาณข้อมูลที่ใช้
กันมากในปัจจุบัน คือสายเคเบิลทีวีและสายโทรศัพท์ทางไกล (อนาล็อก) สายส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
ท้องถิ่น หรือ LAN (ดิจิตอล) หรือใช้ในการเชื่อมโยงสั้น ๆ ระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ข้อดีข้อเสียของสายโคแอกเชียล
ข้อดี
1. มีประสิทธิภาพ และความต้านทานต่อการรบกวนสูง
2. สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าสายส่งข้อมูลแบบ twisted pair
3. สามารถส่งได้ทั้งเสียง สัญญาณวิดีโอ และข้อมูล
ข้อเสีย
1. ราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูลแบบ twisted pair
2. ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมีราคาสูงกว่าสายส่งข้อมูลแบบ twisted pair
3. จำกัดจำนวนของการเชื่อมต่อ
4. ระยะทางจำกัด


เส้นใยแก้วนำแสง หรือ ไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber Optic Cable) หลักการ
การทั่วไปของการสื่อสารในสายไฟเบอร์ออปติกคือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสง
ก่อนจากนั้นจึงส่งออกไปเป็นพัลส์ของแสงผ่านสายไฟเบอร์ออปติกสายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือ
พลาสติกสามารถ ส่งลำแสงผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกันลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์
นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณ
อนาล็อกหรือดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อนจากนั้นจะส่งสัญญาณมอดูเลต
ผ่านตัวไดโอดซึ่งมี 2ชนิดคือ LED ไดโอด (light Emitting Diode) และเลเซอร์ไดโอด หรือ ILD ไดโอด
(Injection Leser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสง
ในย่านที่มองเห็นได้หรือเป็นลำแสงในย่านอินฟราเรดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ ความถี่ย่านอินฟราเรดที่ใช้
จะอยู่ในช่วง 1014-1015 เฮิรตซ์ ลำแสงจะถูกส่งออกไปตามสายไฟเบอร์ออปติก เมื่อถึงปลายทางก็จะมี
ตัวโฟโต้ไดโอด (Photo Diode) ที่ทำหน้าที่รับลำแสงที่ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็น
สัญญาณมอดูเลตตามเดิมจากนั้นก็จะส่งสัญญาณผ่านเข้าอุปกรณ์ดีมอดูเลตเพื่อทำการดีมอดูเลต
สัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สัญญาณข้อมูลที่ต้องการ
สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีแบนด์วิดท์ (BW) ได้กว้างถึง 3 จิกะเฮิรตซ์ (1 จิกะ = 109)
และมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลได้ ถึง 1 จิกะบิตต่อวินาที ภายในระยะทาง 100 กม. โดยไม่ต้องการเครื่อง
ทบทวนสัญญาณเลย สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีช่องทางสื่อสาร ได้มากถึง 20,000-60,000 ช่องทาง
สำหรับการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ ไม่เกิน 10 กม.จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000 ช่องทาง
ทีเดียว
ข้อดีข้อเสียของสายใยแก้นำแสง
ข้อดี
1. ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
2. ไม่มีการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า เหมาะกับสภาพแวดล้อม เช่น
โรงพยาบาล สถานีโทรทัศน์
3. ส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก
ข้อเสีย
1. มีราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูล 2 แบบแรก
2. ต้องใช้ความชำนาญในการติดตั้งมากกว่าสายส่งข้อมูลแบบอื่น ๆ
3. มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง สูงก

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การส่งข้อมูลสองทิศทางสลับกัน

แบบทดสอบหลังเรียน ดูผลสอบ หน่วยที่ 1 ระบบสื่อสารข้อมูล กิจกรรมประจำหน่วย การสื่อสารข้อมูล ความหมายและองค์ประกอบ รูปแบบทิศทางของการสื่อสารข้อมูล บทบาทของการสื่อสารข้อมูล ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูล เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความหมายและองค์ประกอบ รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ประโยชน์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต สิ่งจำเป็นในการสืบค้นหาข้อมูล โปรแกรมสืบค้นหาข้อมูล ประเภทการสืบค้นข้อมูล วิธีสืบค้นข้อมูล การสืบค้นข้อมูลใน google การสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ yahoo การใช้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะเด่นของอีเมล ระบบการทำงานของอีเมล์ วิธีการสมัครจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการเปิดอ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการตอบกลับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แบบฝึกหัด รูปแบบทิศทางของการสื่อสารข้อมูล 1. การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีผู้ส่งข้อมูลทำหน้าที่ส่งข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว และผู้รับข้อมูล ก็ทำหน้าที่รับข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียวด้วยเช่นกัน การส่งข้อมูลในลักษณะนี้ เช่น การส่งสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ โดยที่สถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณเท่านั้น และเครื่องรับโทรทัศน์ก็จะทำหน้าที่รับสัญญาณเท่านั้นเช่นกัน 2. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน (Half-Duplex-Transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้รับและผู้ส่ง โดยแต่ละฝ่ายสามารถเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับข้อมูล แต่จะต้องสลับกันทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข้อมูล จะเป็นผู้ส่ง พร้อมกันทั้งสองฝ่ายไม่ได้ ลักษณะการส่งข้อมูลประเภทนี้ เช่น การสื่อสารโดยใช้วิทยุสื่อสาร ซึ่งผู้ที่จะส่งข้อมูลต้องกดปุ่มเพื่อส่งข้อมูล ในขณะนั้นผู้อื่นจะเป็นผู้รับข้อมูล 3. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน (Full Duplex Transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของทั้งผู้ส่งและผู้รับข้อมูล โดยทั้งสองฝ่ายสามารถเป็นผู้ส่งและ ผู้รับข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน และสามารถส่งข้อมูลได้พร้อมกันลักษณะการส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน เช่น การสื่อสารโทรศัพท์ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถ พูดพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยปกติการสื่อสารข้อมูลส่วนใหญ่จะไม่ใช่่การส่งข้อมูล แบบสองทิศทางพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์ ถึงแม้ว่าจะสามารถส่งข้อมูลได้ สองทิศทางพร้อมกัน แต่เวลาพูดยังต้องสลับกันพูด อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การสื่อสารระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งบางครั้งดูเหมือนว่าเป็นแบบสองทิศทางพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน ซึ่งช่วงเวลาที่สลับกันนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่เร็วมาก จึงดูเหมือนว่าเป็นการส่งข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดี บนความละเอียด 800x600 Text Size Medium เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเย

โปรเกรมmicrosoft word 2002

การแนะน า Microsoft Word และ การเริ่มต้นการใช้งานโปรแกรม Microsoft Word เนื้อหาเกี่ยวกับการแนะน าประวัติความเป็นมาของ Microsoft Word และ การ เริ่มต้นเข้าไปใช้งานโปรแกรม Microsoft Word การใช้มุมมองต่างๆในการพิมพ์ เอกสาร ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา [Version 1.1]ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 2 สารบัญ 1.แนะน าMicrosoft word..........................................................................................................3 2.เริ่มต้นใช้งาน Microsoft Word...............................................................................................4 2.1 การสร้างเอกสารใหม่ ....................................................................................................5 2.2 การบันทึกเอกสารที่สร้าง...............................................................................................6 2.3 การบันทึกเอกสารเป็นชื่อใหม่ .........................................................................................6 2.4 การเปิดเอกสารที่บันทึกไว้กลับมาใช้งาน............................................................................7 2.5 การปิดเอกสาร............................................................................................................7 2.6 การออกจากโปรแกรม...................................................................................................8 2.7 การใช้มุมมองต่างๆใน Microsoft word.................................................................................8 2.8 การเรียกดูเอกสารในหน้าอื่นๆ ......................................................................................14ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 3 1.แนะน าMicrosoft word โปรแกรม Microsoft Word เริ่มน าเข้ามาใช้ในเมืองไทยครั้งแรกจะเป็นเวอร์ชั่น 2.0 โดย ท างานบน Windows 3.0 ขึ้นไป ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงเพิ่มเติม คือ เมาส์ ( Mouse ) และมีแถบเครื่องมือท าให้ผู้ใช้แทบจะ ไม่ต้องจดจ าค าสั่ง เพียงแต่จ ารูปแถบเครื่องมือให้ได้ แต่เนื่องจากในช่องแรกๆ ที่เข้ามาใน ประเทศไทย ระบบการจัดการภาษาไทยยังไม่ดีพอ จึงท าให้โปรแกรม Microsoft Word เวอร์ชั่น 2.0 ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร จนกระทั้งบริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จ ากัด ได้พัฒนา โปรแกรมMicrosoft Word เวอร์ชั่น 2.0 เป็น เวอร์ชั่น 6.0 ท าให้เป็นที่นิยมอีกครั้ง และผู้ใช้ จ านวนมากลืมโปรแกรม Word Processing ตัวอื่นๆ โดยสิ้นเชิงเพราะถูกใจประสิทธิภาพของ โปรแกรม และยิ่งไปกว่านั้น บริษัท ไมโครซอฟท์คอร์ปอเรชั่น จ ากัด ยังไม่ได้รวมชุด Microsoft Office ซึ่งประกอบ ด้วยโปรแกรม Microsoft Word , Microsoft Excel , Microsoft PowerPoint และ Microsoft Access เข้าด้วยกัน ท าให้โปรแกรม Microsoft Word ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น ต่อมาบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จ ากัด ได้พัฒนาโปรแกรมชุด Microsoft Office เป็นMicrosoft Office 97 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก และเป็นที่นิยมใช้ โดยทั่วไปจนถึงทุกวันนี้เพราะนอกจากเพิ่มลูกเล่นมากมายแล้ว ยังเพิ่มโปรแกรมให้ด้วย เช่น Microsoft Outlookโปรแกรมชุด Microsoft Office 97 สามารถติดตั้งได้ทั้งบน Windows 95 และ Windows 98 ในปัจจุบันโปรแกรมชุด Microsoft Office 97 ได้รับการพัฒนาเป็น Microsoft 2000 ซึ่งเป็นที่นิยมต่อมาเรื่อยๆ บริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น ได้มีการพัฒนาโปรแกรม Microsoft Office XP,Microsoft Office 2002 , Microsoft Office 2003 และในรุ่นปัจจุบันที่ บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จ ากัด ได้พัฒนาคือ Microsoft Office 2007 กลับหน้าหลักศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 4 ชื่อเอกสารที่เปิดใช้งาน แถบเมนู แถบเครื่องมือ ง ขอความช่วยเหลือ ง ขอความช่วยเหลือ ง ขอความช่วยเหลือ ง 2.เริ่มต้นใช้งาน Microsoft Word เมื่อท าการติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office สามารถเข้าสู่โปรแกรม และเริ่มต้นใช้งาน Microsoft Word ซึ่งการเข้าไปใช้งานของ Microsoft word สามารถเข้าไปใช้งานได้หลายวิธีดังนี้ วิธีที่ 1 1. โดยคลิกเมาส์ที่ปุ่ม 2. เลือก [ All Program > Microsoft Office > Microsoft Office Word ] วิธีที่ 2 กรณีที่หน้าต่างของ Windows (Desktop) มีไอคอน สามารถเข้าโปรแกรมผ่าน ทางไอคอนได้เลย เมื่อสามารถเข้าไปในโปรแกรม Microsoft word ได้แล้วจะปรากฏหน้าตาของ Microsoft word ดังนี้ กลับหน้าหลัก แถบเครื่องมือ ง วัดระยะแนวนอน ง วัดระยะแนวตั้ง พื้นที่การพิมพ์ แถบเลื่อนแนวตั้ง แถบเลื่อนแนวนอน มุมมอง แถบสถานะศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 5 2.1 การสร้างเอกสารใหม่ การเริ่มต้นการท างานของเอกสาร ให้สร้างเอกสารใหม่ขึ้นมาก่อน โดยอาจเลือกสร้าง เอกสารเปล่าขึ้นมาและการสร้างเอกสารใหม่นั้นมีวิธีการต่างๆดังนี้ วิธีที่ 1 การสร้างเอกสารใหม่วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ การเข้าผ่านทางไอคอนที่แถบเครื่องมือคือ และเอกสารใหม่ก็จะเกิดขึ้น วิธีที่ 2 การสร้างเอกสารใหม่อีกวิธีการหนึ่งได้โดยเข้าเมนูแฟ้มก็ได้โดยมีวิธีการดังนี้ 1. เลือกเมนู [ แฟ้ม --> สร้าง ] 2. หน้าต่างงาน เอกสารใหม่ ส าหรับเลือกสร้างเอกสารใหม่ กลับหน้าหลักศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 6 2.2 การบันทึกเอกสารที่สร้าง เมื่อท าการพิมพ์ข้อมูลต่างๆ ลงบนเอกสารที่สร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจาก โปรแกรม Microsoft word ต้องท าการบันทึก หรือ save เอกสารที่พิมพ์ไว้ก่อน เพื่อจะได้น า เอกสารนั้นมาใช้ในครั้งต่อไปได้อีก โดยตั้งชื่อแฟ้มข้อมูลได้ยาวถึง 256 ตัวอักษรหรือโดยการ เลือกไอคอนบนแถบเครื่องมือ 2.3 การบันทึกเอกสารเป็นชื่อใหม่ เมื่อต้องการท าส าเนา หรือส ารองแฟ้มข้อมูลเอกสารที่สร้างขึ้น โดยบันทึกเป็นชื่อหนึ่ง ไว้แล้ว ดังนั้นผู้ใช้งานสามารถบันทึกเอกสารให้เป็นแฟ้มข้อมูลใหม่ได้ โดยที่เอกสารเดิม ผู้ใช้งานจะยังคงอยู่ด้วย โดยใช้ค าสั่ง [แฟ้ม> บันทึกเป็น] กลับหน้าหลัก 4.คลิกเมาส์ บันทึก 3.ตั้งชื่อให้กับแฟ้มข้อมูลที่บันทึก 3. ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูลใหม่ 1. เลือกค าสั่ง [แฟ้ม> บันทึกเป็น] 2. เลือกต าแหน่งที่ต้องการบันทึก 1.เลือกค าสั่ง [แฟ้ม -->บันทึก] หรือ 2.ระบุต าแหน่งเก็บ ข้อมูลศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 7 2.4 การเปิดเอกสารที่บันทึกไว้กลับมาใช้งาน ข้อดีของการบันทึกแฟ้มข้อมูลเอกสารไว้คือ ผู้ใช้งานสามารถเปิดเอกสารเหล่านั้น ขึ้นมาอ่านหรือแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งต่อไปได้ตามต้องการ มีขั้นตอนต่อไปนี้ 2 2.5 การปิดเอกสาร เมื่อท าการบันทึกเรียบร้อยแล้ว และไม่ต้องท างานกับเอกสารเดิมอีกในขณะนั้น ก็ควร ปิดเอกสารเสีย โดยเลือกค าสั่ง[แฟ้ม> ปิด] หรือคลิกเมาส์ที่ปุ่ม บนหน้าต่างเอกสาร 4.คลิกเมาส์ 2. เลือกค ำสั่งส ำหรับจัดกำรกับแฟ้มข้อมูลเอกสำรก่อน 1.เลือกค าสั่ง [แฟ้ม > เปิด] หรือหรือ 2. ระบุต าแหน่งที่เก็บแฟ้มข้อมูล 3.คลิกเมาส์เลือกแฟ้มข้อมูล 1. เลือกค าสั่ง[ แฟ้ม > ปิด ] หรือคลิกเมาส์ซ้ายที่ปุ่ม บนหน้าต่าง เอกสาร ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 8 2.6 การออกจากโปรแกรม หลังจากที่ได้เสร็จสิ้นการใช้โปรแกรม Word และบันทึกเอกสารแล้ว ก่อนปิดเครื่องหรือ เรียกใช้โปรแกรมอื่น ควรออกจากโปรแกรม Word เสียก่อน โดยมีขั้นตอนคือ [แฟ้ม> จบการ- ท างาน] หรือคลิกเมาส์ที่ปุ่ม ที่อยู่ด้านบนขวา 1. เลือก [ แฟ้ม > จบการท างาน ] หรือคลิกเมาส์เพื่อปิดโปรแกรม 2.7 การใช้มุมมองต่างๆใน Microsoft word เพื่อความสะดวกในการสร้างและท างานกับเอกสาร Microsoft word สามารถแสดง เอกสารได้หลายมุมมอง (View) โดยแต่ละมุมมองจะมีรูปแบบและการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่ง ผู้ใช้งานสามารถสลับระหว่างแต่ละมุมมองได้โดยมี 2 วิธีการดังนี้ วิธีที่ 1 1. เลือกค าสั่ง มุมมอง 2. เลือกมุมมองที่ต้องการโดยจะมีให้เลือกดั้งนี้ 2.1 ปกติ 2.2 เค้าโครงเว็บ 2.3 เค้าโครงเหมือนพิมพ์ กลับหน้าหลักศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 9 2.4 เค้าโครงการอ่าน 2.5 เค้าร่าง วิธีที่ 2 คลิกเมาส์ที่ปุ่ม ที่มุมซ้ายล่างของจอภาพ กลับหน้าหลัก คลิกเมาส์เพื่อเลือกมุมมองศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 10 รูปแบบของมุมมองต่างๆ มุมมองปกติ (Normal View) เป็นมุมมองปกติที่ใช้งานอยู่เป็นประจ า ซึ่งสามารถกรอกข้อความ เปลี่ยนรูปแบบ ตัวอักษร จัดหน้า ใส่ตัวเลขลงในข้อความได้แต่ในมุมมองนี้จะไม่แสดงบางอย่างที่ไม่จ าเป็นต่อ การกรอกข้อความ เช่น เลขหน้า ตัวเลขแสดงจ านวนบรรทัด หัวกระดาษหรือท้ายกระดาษ ดังนั้น จึงสามารถแสดงข้อมูลบนหน้าจอได้เร็วขึ้น ซึ่งเหมาะกับการท างานทั่วๆ ไป กลับหน้าหลัก มุมมองปกติ ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 11 มุมมองเค้าโครงเว็บ (Web Layout View) ในมุมมองนี้ผู้ใช้งานสามารถอ่านและค้นหาหัวข้อในเอกสารได้ง่าย ซึ่งจะคล้ายกับ มุมมองเค้าโครงเหมือนพิมพ์แต่มีขนาดฟอนต์ ความยาวหน้ากระดาษที่ใช้แสดงข้อความจะ ต่างกันเพื่อให้อ่านง่ายสบายตาขึ้น เหมาะส าหรับการอ่านเอกสารในเว็บ กลับหน้าหลัก มุมมองปกติ ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 12 มุมมองเค้าโครงเหมือนพิมพ์ ปกติ มุมมองเค้าโครงเหมือนพิมพ์(Print Layout View) เป็นมุมมองที่แสดงผลลัพธ์เหมือนกับเอกสารที่พิมพ์ออกจากเครื่องพิมพ์จริงๆโดยจะ แสดงรูปภาพ เลขที่หน้า หรือหัวกระดาษ ระยะเว้นระหว่างข้อความกับขอบกระดาษที่ผู้ใช้ ก าหนดให้เห็น กลับหน้าหลักศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 13 มุมมองเค้าร่าง มุมมองเค้าร่าง(Outline View) เป็นมุมมองที่แสดงเฉพาะข้อความในเอกสารเท่านั้น โดยแสดงเป็นโครงสร้างของ เอกสารว่าประกอบด้วยหัวข้ออะไรบ้าง และแต่ละหัวข้อมีหัวข้อย่อยลงไปอีกกี่ระดับ มุมมองนี้ เหมาะส าหรับใช้จัดล าดับการน าเสนอเนื้อหา ซึ่งมุมมองนี้จะไม่แสดงรูปภาพและตารางเลย นอกจากข้อความเท่านั้น กลับหน้าหลักศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศประจ าศาลฎีกา นิโรบล นุชอุดม 14 มุมมองการอ่าน(Reading View) เป็นมุมมอง Microsoft Word ที่ให้ผู้ที่ใช้งานสามารถอ่านข้อมูลภายในเอกสารคล้ายกับ หน้าหนังสือโดยมีการแบ่งออกเป็น 2 หน้า และจัดเอกสารอัตโนมัติและจะท าให้ฟอนต์มีขนาด ใหญ่แต่เมื่อปิดมุมมองนี้ก็จะกลับมาหน้าปกติที่เคยจัดเอาไว้ 2.8 การเรียกดูเอกสารในหน้าอื่นๆ เมื่อเอกสาร มีความยาวจนจอภาพไม่สามารถแสดงข้อความให้เห็นได้ทั้งหมด ให้ใช้ Scroll bar เลื่อนเอกสารที่แสดงขึ้น/ลงเพื่อดูข้อความส่วนอื่นได้โดยมีวิธีการต่างๆดังนี้ วิธีที่ 1 โดยคลิกเมาส์ที่ปุ่ม และ เพื่อเลื่อนหน้าเอกสารขึ้นหรือลง วิธีที่2 กด Page Up และPage down เพื่อเลื่อนเอกสารทีละหน้า วิธีที่3 โดยคลิกเมาส์ที่ปุ่ม หรือ

ผังงาน

การเขียนผังงาน เนื้อหา • การเขียนผังงาน ( Flowchart ) • ผังงานกับชีวิตประจำวัน • โครงสร้างการทำงานแบบมีการเลือก ( Selection ) • โครงสร้างการทำงานแบบมีการทำงานซ้ำ การเขียนผังงาน ( Flowchart ) ผังงาน คือ แผนภาพที่มีการใช้สัญลักษณ์รูปภาพและลูกศรที่แสดงถึงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมหรือระบบทีละขั้นตอน รวมไปถึงทิศทางการไหลของข้อมูลตั้งแต่แรกจนได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ประโยชน์ของผังงาน • ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม และสามารถนำไปเขียนโปรแกรมได้โดยไม่สับสน • ช่วยในการตรวจสอบ และแก้ไขโปรแกรมได้ง่าย เมื่อเกิดข้อผิดพลาด • ช่วยให้การดัดแปลง แก้ไข ทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว • ช่วยให้ผู้อื่นสามารถศึกษาการทำงานของโปรแกรมได้อย่างง่าย และรวดเร็วมากขึ้น วิธีการเขียนผังงานที่ดี • ใช้สัญลักษณ์ตามที่กำหนดไว้ • ใช้ลูกศรแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา • คำอธิบายในภาพควรสั้นกระทัดรัด และเข้าใจง่าย • ทุกแผนภาพต้องมีลูกศรแสดงทิศทางเข้า - ออก • ไม่ควรโยงเส้นเชื่อมผังงานที่อยู่ไกลมาก ๆ ควรใช้สัญลักษณ์จุดเชื่อมต่อแทน • ผังงานควรมีการทดสอบความถูกต้องของการทำงานก่อนนำไปเขียนโปรแกรม ผังงานโปรแกรม ( Program Flowchart ) การเขียนผังโปรแกรมจะประกอบไปด้วยการใช้สัญลักษณ์มาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่า สัญลักษณ์ ANSI ( American National Standards Institute ) ในการสร้างผังงาน ดังตัวอย่างที่แสดงในรูปต่อไปนี้ จุดเริ่มต้น / สิ้นสุดของโปรแกรม ลูกศรแสดงทิศทางการทำงานของโปรแกรมและการไหลของข้อมูล ใช้แสดงคำสั่งในการประมวลผล หรือการกำหนดค่าข้อมูลให้กับตัวแปร แสดงการอ่านข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรองเข้าสู่หน่วยความจำหลักภายใน เครื่องหรือการแสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลออกมา การตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อตัดสินใจ โดยจะมีเส้นออกจารรูปเพื่อแสดงทิศทางการทำงานต่อไป เงื่อนไขเป็นจริงหรือเป็นเท็จ แสดงผลหรือรายงานที่ถูกสร้างออกมา แสดงจุดเชื่อมต่อของผังงานภายใน หรือเป็นที่บรรจบของเส้นหลายเส้นที่มาจากหลายทิศทางเพื่อจะไปสู่ การทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน การขึ้นหน้าใหม่ ในกรณีที่ผังงานมีความยาวเกินกว่าที่จะแสดงพอในหนึ่งหน้า รูปที่1 แสดง สัญลักษณ์ในการเขียนผังงานโปรแกรม ผังงานกับชีวิตประจำวัน การทำงานหลายอย่างในชีวิตประจำวัน จะมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งก่อนที่ท่านจะได้ศึกษาวิธีการเขียนผังงานโปรแกรม จะแนะนำให้ท่านลองฝึกเขียนผังงานที่แสดงการทำงานในชีวิตประจำวันวันก่อนเพื่อเป็น การสร้างความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์รูปภาพต่าง ๆ ที่จะมีใช้ในผังงานโปรแกรมต่อไป ดัง ตัวอย่าง 1 เขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย รูปที่ 2 แสดงการเขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย ตัวอย่างที่ 2 เขียนผังงานแสดงวิธีการรับประทานยา ที่แบ่งขนาดรับประทานตามอายุของผู้ทานดังนี้ • อายุมากกว่า 10 ปี รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา • อายุมากกว่า 3 ปี ถึง 10 ปี รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา • อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 3 ปี รับประทานครั้งละ 1/2 ช้อนชา • แรกเกิดถึง 1 ปี ห้ามรับประทาน รูปที่ 3 แสดงการเขียนผังงานแสดงวิธีการรับประทานยา โครงสร้างการทำงานแบบมีการเลือก ( Selection ) เป็นโครงสร้างที่ใช้การตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโครงสร้างแบบนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ IF - THEN - ELSE และ IF - THEN รูปที่4 แสดงโครงสร้างผังงานแบบมีการเลือก โครงสร้างแบบ IF - THEN - ELSE เป็นโครงสร้างที่จะทำการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่ใส่ไว้ในส่วนหลังคำว่า IF และเมื่อได้ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบก็จะเลือกว่าจะทำงานต่อในส่วนใด กล่าวคือถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ( TRUE ) ก็จะเลือกไปทำงานต่อที่ส่วนที่อยู่หลัง THEN แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ( FALSE ) ก็จะไปทำงานต่อในส่วนที่อยู่หลังคำว่า ELSE แต่ถ้าสำหรับโครงสร้างแบบ IF - THEN เป็นโครงสร้างที่ไม่มีการใช้ ELSE ดังนั้น ถ้ามีการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่อยู่หลัง IF มีค่าเป็นจริง ก็จะไปทำส่วนที่อยู่หลัง Then แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะไปทำคำสั่งที่อยู่ถัดจาก IF - THEN แทน ตัวอย่าง 3 การเขียนผังงานอ่านค่าข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในตัวแปร A และ B แล้วทำการเปรียบเทียบในตัวแปรทั้งสอง โดยมีเงื่อนไขดังนี้ • ถ้า A มากกว่า B ให้คำนวณหาค่า A - B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT • ถ้า A น้อยกว่าหรือเท่ากับ B ให้คำนวณหาค่า A + B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT รูปที่ 3 แสดงการเขียนผังงานอ่านค่าข้อมูล ตัวอย่าง 4 การเขียนผังงานเปรียบเทียบค่าข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัวแปร X โดยมีเงื่อนไขดังนี้ • ถ้า X > 0 ให้พิมพ์คำว่า " POSITIVE NUMBER " • ถ้า X < 0 ให้พิมพ์คำว่า " NEGATIVE NUMBER " • ถ้า X = 0 ให้พิมพ์คำว่า " ZERO NUMBER " รูปที่ 4 แสดงการเขียนผังงานเปรียบเทียบค่าข้อมูล โครงสร้างการทำงานแบบมีการทำงานซ้ำ เป็นโครงสร้างที่มีการประมวลผลกลุ่มคำสั่งซ้ำหลายครั้ง ตามลักษณะเงื่อนไขที่กำหนด อาจเรียก การทำงานซ้ำแบบนี้ได้อีกแบบว่า การวนลูป ( Looping ) โครงสร้างแบบการทำงานซ้ำนี้จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ • DO WHILE • DO UNTIL DO WHILE เป็นโครงสร้างที่มีการทดสอบเงื่อนไขก่อน ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงก็จะเข้ามาทำงานในกลุ่มคำสั่งที่ต้องทำซ้ำ ซึ่งเรียกว่าการเข้าลูป หลังจากนั้นก็จะย้อนกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขใหม่อีก ถ้าเงื่อนไขยังคงเป็นจริงอยู่ ก็ยังคงต้องทำกลุ่มคำสั่งซ้ำหรือเข้าลูปต่อไปอีก จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะออกจากลูปไปทำคำสั่งถัดไปที่อยู่ถัดจาก DO WHILE หรืออาจเป็นการจบการทำงาน แสดงโครงสร้างการทำงานซ้ำแบบ DO WHILE DO UNTIL เป็นโครงสร้างการทำงานแบบทำงานซ้ำเช่นกัน แต่มีการทำงานที่แตกต่างจาก DO WHILE คือจะมีการเข้าทำงานกลุ่มคำสั่งที่อยู่ภายในลูปก่อนอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วจึงจะไปทดสอบเงื่อนไข ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะมีการเข้าทำกลุ่มคำสั่งที่ต้องทำซ้ำอีก หลังจากนั้นก็จะย้อนกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขใหม่อีก ถ้าเงื่อนไขยังคงเป็นเท็จอยู่ ก็ยังต้องทำกลุ่มคำสั่งซ้ำหรือเข้าลูปต่อไปอีก จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นจริง จึงจะออกจากลูปไปทำคำสั่งถัดจาก UNTIL หรืออาจเป็นการจบการทำงาน แสดงโครงสร้างการทำงานซ้ำแบบ DO UNTIL สรุปข้อแตกต่างระหว่าง DO WHILE และ DO UNTIL มีดังนี้ 1. DO WHILE ในการทำงานครั้งแรกจะต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะมีการเข้ลูปการทำงาน 2. DO UNTIL การทำงานครั้งแรกจะยังไม่มีการตรวจสอบเงื่อนไข แต่จะเข้าไปทำงานในลูปก่อนอย่างน้อย 1 ครั้งแล้วจึงจะไปตรวจสอบเงื่อนไข 3. DO WHILE จะมีการเข้าไปทำงานในลูปก็ต่อเมื่อตรวจสอบเงื่อนไขแล้วพบว่า เงื่อนไขเป็นจริง แต่เมื่อพบว่าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะออกจากลูปทันที 4. DO UNTIL จะมีการเข้าไปทำงานในลูปก็ต่อเมื่อตรวจสอบเงื่อนไขแล้วพบว่า เงื่อนไขเป็นเท็จ แต่เมื่อพบว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะออกจากลูปทันที ตัวอย่าง 5 จงเขียนผังงานแสดงการเพิ่มของข้อมูลตัวเลขที่เก็บอย่ในหน่วยความจำที่แอดเดรส 1 โดยที่ค่าเริ่มต้นจาก 0 ให้ทำการเพิ่มค่าทีละ 1 เรื่อยไปจนกระทั่ง J มีค่าข้อมูลมากกว่า 100 จึงหยุดการทำงาน ตัวอย่างนี้ เป็นตัวอย่างการทำงานแบบทำซ้ำ ซึ่งจะสามารถแสดงการเขียนได้ทั้งแบบ DO WHILE และ DO UNTIL ดังนี้ แสดงตัวอย่างการใช้ DO WHILE และ DO UNTIL